วันศุกร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

บอกลารอยแตกลาย




       ปัญหารอยแตกลายบนผิวหนังเป็นปัญหาน่ากวนใจที่ไม่มีใครอยากเผชิญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้หญิง แต่เชื่อหรือไม่ว่าร้อยละ 90 ของผู้หญิงมีปัญหานี้ ทำให้เสียความมั่นใจและต้องหาทางปกปิด มาทำความรู้จักกับสาเหตุ วิธีป้องกัน และวิธีรักษารอยแตกลายกันดีกว่า

    ความจริงเรื่องรอยแตกลาย

      รอยแตกลายเกิดจากผิวหนังและเนื้อเยื่อที่ยืดขยายจนแตก (ลองนึกภาพหนังยางที่ถูกดึงจนแตกดู) โดยในระยะแรกรอยแตกจะเป็นสีชมพูหรือม่วง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีขาวหรือสีเงิน และมีรอยขรุขระลึก ซึ่งรักษาได้ยาก โดยลักษณะรอยแตกขึ้นอยู่กับสีผิวและสภาพผิวว่าได้รับผลกระทบจากรอยแตกมากแค่ไหน 

      ส่วนใหญ่รอยแตกลายจะเกิดขึ้นหลังจากน้ำหนักขึ้นหรือลงอย่างรวดเร็ว จึงพบได้เสมอในผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์และวัยรุ่นที่กำลังเจริญเติบโต และมีระดับฮอร์โมนสเตียรอยด์เพิ่มขึ้นจนทำให้ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นชัด นอกจากนี้ถ้าแม่มีรอยแตก ลูกสาวก็อาจจะมีรอยแตกลายได้ด้วยเช่นกัน สำหรับผู้ชายนั้น การยกน้ำหนัก กรรมพันธุ์ และความอ้วน เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดรอยแตกลายได้

    หลีกเลี่ยงรอยแตกลาย

      จริงๆ แล้วรอยแตกลายก็คือแผลเป็นนั่นเอง การกำจัดรอยแตกลายให้หายไปเลยจึงทำได้ยาก การป้องกันจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยสามารถป้องกันได้ด้วยวิธีต่อไปนี้

     - การดื่มน้ำเยอะๆ ถือเป็นหนึ่งในการป้องกันที่ดีที่สุด เพราะจะช่วยไม่ให้ผิวหนังเสียความยืดหยุ่น
     - กินอาหารที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่เป็นประโยชน์ เช่น วิตามินเค อี ซี สังกะสี และซิลิกาเพื่อให้ร่างกายผลิตโปรตีนที่จำเป็นต่อการยืดหยุ่นของผิวหนัง
     - ออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อให้ผิวหนังยืดหยุ่น เพราะการออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นและกระชับชั้นหนังแท้ ซึ่งเป็นผิวหนังชั้นที่ 2 ที่ประกอบไปด้วยคอลลาเจนและอิลาสติน
     - หลีกเลี่ยงการลดน้ำหนักหรือเพิ่มน้ำหนักอย่างรวดเร็ว 
     - ทามอยส์เจอร์ไรเซอร์บนผิวที่เสี่ยงต่อการแตกลาย การทำให้ผิวชุ่มน้ำจะทำให้ผิวยืดหยุ่นได้มากขึ้น 
     - ขัดผิวด้วยสบู่หรือสครับ โดยขัดเบาๆ เพื่อช่วยกระบวนการยืดหยุ่นและหดตัวของผิวหนัง หลีกเลี่ยงการใช้เกลือขัดตัวเพราะจะทำให้ผิวแห้งและทำให้ปัญหาแย่ลง

    บอกลารอยแตกลาย

      วิธีที่ดีที่สุดในการรับมือกับผิวแตกลายคือการป้องกัน เพราะถ้าผิวแตกลายแล้วจะรักษาให้หายได้ยาก แต่ทุกวันนี้ก็มีครีมและอุปกรณ์ที่ใช้ในการแก้ไขรอยแตกลายให้เลือกใช้มากมายในท้องตลาด ลองมาดูกันดีกว่าว่าอะไรได้ผล หรือไม่ได้ผลเพราะอะไร

     - กรดไกลโคลิก เป็นที่รู้จักว่ามีคุณสมบัติคืนความอ่อนเยาว์ สามารถช่วยให้รอยแตกลายจางลงได้ แต่อาจทำให้ผิวหนังลอกได้ เนื่องจากกรดไกลโคลิกเผยผิวที่สุขภาพดีกว่าโดยการลอกผิวหนังชั้นบนสุดออก 
     - วิตามินซี ช่วยเพิ่มการสร้างคอลลาเจน (ที่เป็นส่วนประกอบหลักของผิวหนัง) และทำงานร่วมกับกรดไกรโคลิกได้ดี 
     - เปปไทด์ ยังไม่มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ว่าผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของเปปไทด์ช่วยฟื้นฟูผิวได้จริง 
     - เรตินอยด์ อยู่ในกลุ่มของผลิตภัณฑ์วิตามินเอ มีประสิทธิภาพในการเพิ่มการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินในช่วงต้น ทำให้รอยแตกลายดีขึ้น อย่างไรก็ตาม เรตินอยด์จะไม่มีประสิทธิภาพถ้ารอยแตกลายเป็นสีขาว ที่สำคัญคือต้องหลีกเลี่ยงการใช้เรตินอยด์ในขณะตั้งครรภ์ เพราะอาจทำให้ทารกเกิดความพิการได้
     - กรดไกลโคลิกและเรตินอยด์ มีประสิทธิภาพรักษารอยแตกลายได้ดีกว่าเมื่อใช้ร่วมกัน เพราะจะเพิ่มความยืดหยุ่นของรอยแตกลายได้
     - น้ำมันวีทเจิร์ม อุดมไปด้วยวิตามินอี มีการศึกษาพบว่าน้ำมันวีทเจิร์มทำให้รอยแตกลายดีขึ้นได้ถ้าใช้ตอนเริ่มเป็

10 เทคนิคความงาม (แบบประหยัด)


เพราะช่วงนี้อะไรก็ฝืดเคืองไปหมด ข้าวของก็ราคาแพงเหลือเกินแต่เงินเดือนก็ไม่เพิ่มสักเท่าไร เรามาลองใช้ทริคเหล่า เพื่อช่วยให้เราประหยัดไปได้บ้างดีกว่าค่ะ
1. บรอนเซอร์และแป้งเด็ก ช่วยขจัดความมันของผมมันๆ
อาจจะเป็นโชคร้ายของหลายคนที่มีผมมัน ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ยังมันเยิ้ม หากวันไหนจำเป็น หรือออกไปข้างนอกแล้วรู้สึกได้เลยว่าผมเริ่มมันเยิ้ม ให้ใช้บรอนเซอร์หรือจะเป็นแป้งเด็กก็ได้ เทใส่โคนผมในปริมาณเพียงเล็กน้อย เพื่อให้แป้งซับเอาน้ำมันส่วนเกินออก จากนั้นก็ก้มศรีษะลงและสะบัดเอาผงแป้งออกซะ หรือจะใช้ดรายแชมพูก็ได้ค่ะ สำหรับวันไหนเร่งรีบ (ดรายแชมพู ยี่ห้อ พีเจ้นท์ มีจำหน่ายตามห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆค่ะ) ใช้สระผมโดยไม่ต้องล้างออก

2. วาสลีน ช่วยได้ ไม่ว่าจะใช้ทาริมฝีปากแทนลิปมัน หรือหากมีผิวตรงไหนที่แห้งมากๆก็ใช้ได้ดี และยังใช้สำหรับเช็ดเครื่องสำอางค์รอบดวงตาได้ด้วยค่ะ ใครที่ส้นเท้าแตกแห้ง หลังจากขัดเท้าให้ทาวาสลีนและสวมถุงเท้าไว้ค่ะ
3. Visine นอกจากใช้หยอดตาแล้ว ยังช่วยเรื่องสิวด้วย ใครเคยอดตาหลับขับตานอนจนตาแดงบ้าง Visine นี่ล่ะช่วยได้ แต่ไม่หมดแค่นั้นค่ะ หากเราเป็นสิว ใช้เจ้า Visine นี่ละเพียงเล็กน้อยทาบนหัวสิว จะช่วยลดรอยแดงลงได้แทบจะทันทีเลยค่ะ หาซือ้ Visine ที่ร้านขายยาค่ะ
4. ผมเป็นไฟฟ้าสถิตใช้มอยเจอไรเซอร์ หากคุณมีผมที่มักจะชี้เหมือนเป็นไฟฟ้าสถิต ลองใช้มอยเจอไรเซอร์ เพียงแค่เล็กน้อยประมาณเหรียญบาท ถูบนฝ่ามือ แล้วค่อยลูบลงบนเส้นผมตรงที่เป็นไฟฟ้าสถิต น้ำหนักของมอยซ์เจอไรเซอร์จะช่วยให้ผมลู่ลง และคุณก็ได้ประโยชน์จากการถูบนฝ่ามือด้วยค่ะ
5. เล็บเหลืองจากการทาสีเล็บ สาวๆมักจะทาสีเล็บและไม่ค่อยได้ดูแลจนเล็บเหลืองไม่น่ามอง ให้ผ่าซีกมะนาวแล้วเอาเล็บมือจุ่มลงไปในลูกมะนาวสัก 5 นาที จะช่วยให้ผิวเล็บสะอาดขึ้น
6. ลืมซื้ออายแชโดว์ชนิดครีม...ทำเองซะ โดยใช้แปรงที่เปียกชื้น (จากปกติใช้แบบแห้งๆ) กับอายแชโดว์แบบเนื้อแป้ง เพียงแค่นี้ก็จะได้เนื้อครีมที่สว่างขึ้นสำหรับเปลือกตา ง่ายแต่ได้ผลค่ะ
7. น้ำหอมบนข้อมือ หากกำลังจะออกไปพบใครและอาจจะต้องมีการเชคแฮนด์ ใช้น้ำหอมในปริมาณเล็กน้อยบนข้อมือ เช่นเดียวกับบริเวณหลังหู ซึ่งบางครั้งการเชคแฮนด์กลายเป็นการจูบมือ หรือการโดนหอมแก้ม จะทำให้เค้าคนนั้นได้กลิ่นหอมอ่อนๆของคุณด้วย
8. ใช้แผ่นปรับผ้านุ่มให้เป็นประโยชน์ บ้านไหนใช้เครื่องอบผ้า คงต้องใช้แผ่นปรับผ้านุ่มด้วย หรือคุณจะหาซื้อมาไว้เผื่อจำเป็นต้องใช้ก้ได้ ที่ชั้นน้ำยาปรับผ้านุ่มและมองหาชนิดแผ่นค่ะ เพราะแผ่นปรับผ้านุ่ม จะช่วยให้ผมของคุณมีกลิ่นดีขึ้นหลังจากที่ผ่านราตรีอันยาวนานและกลิ่นบุหรี่ที่อบอวลจนผมกลายเป็นกลิ่นบุหรี่ เพียงแค่เอามาถูเบาๆ ก็ทำให้คุณลืมผมเหม็นๆและพร้อมจะเริ่มวันใหม่ได้อย่างสบายใจแล้ว
9. อยากเปลี่ยนทรงแต่ยังไม่อยากตัด ง่ายนิดเดียว แต่คงเพียงชั่วคราว คุณอาจจะต้องเปลี่ยนข้างปัดผมบ้าง ซึ่งคุณแค่ต้องการหวีและสเปรย์เท่านั้นเอง หรือคุณอาจจะใช้เครื่องประดับเป็นตัวช่วย ไม่ว่าจะเป็นกิ๊บ หรือที่คาดผม หรือหากผมยาวให้ลองเปลี่ยนวิธีมัดผมเป็นมัดแบบกลมๆหรือมัดหางม้าสูง
10. น้ำ เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของผู้หญิง ไม่ว่าจะอ่านบทความเกี่ยวกับความงามมากแค่ไหน สิ่งสำคัญที่สุดคือการดื่มน้ำให้มากที่สุดเท่าที่เราจะดื่มได้ในหนึ่งวัน น้ำจะช่วยให้ผิวเรามีสุขภาพแข็งแรง คุณเองก็เช่นกัน นอกจากผิวแล้วผมของเราเองก็เหมือนกัน จะเห็นว่าการดื่มน้ำมีประโยชน์กับเราในทุกด้าน
ทั้ง 10 ข้อนี้คงจะพอให้เพื่อนๆผู้หญิงนำไปประยุกต์ใช้ได้บ้างนะคะ ลองเอาของใกล้ตัวมาใช้ให้เกิดประโยชน์ดีกว่าค่ะ บางทีเราก็ไม่จำเป็นต้องซื้อของแพงๆเสมอไปใช่มั้ยคะ

วันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

วิธีลดความอ้วนแบบธรรมชาติ


1.ไม่กินข้าวมื้อเย็น หรือทานอาหารพวกผักและผลไม้แทน สำหรับมื้อเย็นแล้วให้หลีกเลี่ยงการทานข้าวที่มากเกินไป และหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกแป้ง (โดยเฉพาะข้าวไม่ควรทานมากเกินไป) ไขมัน อาหารทอดทั้งหลายนี้ต้องเลี่ยงเลย ควรทานเป็นผลไม้ สลัดผัก อาหารจำพวกเส้นใย น้ำผลไม้ เป็นต้น

2. ในหนึ่งสัปดาห์ควรเลือก 1 วัน สำหรับงดเนื้อสัตว์ ไขมัน ข้าว แล้วกินแต่ผลไม้และธัญพืชอย่างเดียวทั้งวัน เช่น มะละกอสุก กล้วย แอบเปิล ถั่วต่างๆ เป็นต้น ไม่ควรทานผลไม้ที่ให้แคลลอรี่สูงหรือพลังงานสูง เช่น ทุเรียน

3.อาหารทุกมื้อพยายามเคี้ยวอาหารช้า ๆ
การที่เราทานอาหารด้วยความรวดเร็วจะทำให้เรากินได้มากเกินพิกัดโดยที่ไม่รู้ตัว ที่สำคัญสาวๆ จำไว้ให้ดีว่าไม่ควรทานอาหารหลัง 6 โมงเย็น หรือช่วงกลางคืนดึกดื่นเป็นอันขาด เพราะช่วงนี้แหละที่ทำให้เราต้องเจอกับปัญหาอ้วน ๆๆๆ ควรทานอาหารให้พอเหมาะ โดยเฉพาะข้าวอย่าทานมาก ควรทานผักให้มากๆ แทน หากรู้สึกไม่อิ่มให้ทาน น้ำผลไม้หรือ ควรหันมาทานผลไม้ ธัญพืช เพิ่มเติมเข้าไป แต่อย่าลืมนะค่ะว่าเราต้องทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ แต่เราไม่จำเป็นต้องทานในปริมาณมากๆ เดี๋ยวจะอ้วนเอา

4. หมั่นดื่มน้ำผลไม้ก่อนทานอาหาร
ก่อนทานอาหาร ควรดื่มน้ำผลไม้ หรือ ผลไม้สดก็ได้ เช่น น้ำส้ม เพราะวิตามินที่มีอยู่ในน้ำส้มจะช่วยดูดซึมสารอาหารที่สำคัญ น้ำองุ่น ในองุ่นนั้นมีแร่ธาตุเสริมให้เนื้อเยื่อแข็งแกร่งและสดใสเพราะอุดมไปด้วยวิตามินซี ซึ่งการดื่มน้ำผลไม้หรือผลไม้ก่อนทานอาหารจะช่วยให้เราอิ่มอาหารเร็วขึ้น ทำให้ไม่ต้องทานอาหารเยอะเกินความจำเป็น ช่วยให้ไม่อ้วน

5. การเคลื่อนไหวร่างกายหรือการออกำลังกาย
พยายามหาเวลาหรือกิจกรรมที่ทำให้ร่างกายได้เคลื่อนไหวจนได้เหงื่อ เช่นการออกกำลังกาย เล่นกีฬา การทำงานบ้าน เป็นต้น ช่วงแรกเริ่มต้นวันละประมาณครึ่งชั่วโมงก็ยังดี แล้วพอร่างกายเริ่มปรับเข้าที่ก็เพิ่มการออกกำลังกายเป็นวันละ 1 ชั่วโมง จะช่วยเผาผลาญไขมันได้ดี แถมได้สุขภาพที่แข็งแรงอีกด้วย ซึ่งการออกกำลังกายถือเป็นอีกสูตรสำเร็จที่ทำให้ผู้ที่ต้องการลดความอ้วนสามารถทำฝันเป็นจริงได้